รากฟันคืออะไร? 7 เรื่องน่ารู้ที่ทุกคนควรรู้เพื่อสุขภาพฟันดี

1
Photo tooth-root-anatomy-diagram

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง “รากฟัน” ครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่ก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ และสำคัญกับสุขภาพฟันของเรายังไง วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่าง พร้อมกับ 7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรากฟัน ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและดูแลสุขภาพฟันได้ดียิ่งขึ้นครับ บอกเลยว่ารากฟันนั้นมีความสำคัญกว่าที่คุณคิดเยอะ! ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยครับ

รากฟันคืออะไร? ส่วนประกอบสำคัญที่ซ่อนอยู่

มาเริ่มกันที่คำถามพื้นฐานที่สุดเลยครับ รากฟันคืออะไร? ง่ายๆ เลยครับ รากฟันก็คือส่วนของฟันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะมันฝังตัวอยู่ในกระดูกขากรรไกรของเรานั่นเองครับ เปรียบเสมือนฐานรากของบ้าน ถ้าฐานรากไม่แข็งแรง บ้านก็อาจจะทรุดได้ ฟันของเราก็เช่นกันครับ รากฟันมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างที่ช่วยให้ฟันของเราแข็งแรงและอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

โครงสร้างของรากฟัน

รากฟันไม่ได้เป็นแค่แท่งทึบๆ นะครับ แต่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนและน่าทึ่งมากครับ

เนื้อฟันและเคลือบรากฟัน

แกนกลางของรากฟันก็คือ เนื้อฟัน (Dentin) ครับ ซึ่งเป็นชั้นแข็งที่อยู่ใต้เคลือบฟันและเคลือบรากฟัน เนื้อฟันมีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ จำนวนมากเชื่อมต่อไปยังโพรงประสาทฟัน ทำให้ฟันสามารถรับรู้ความรู้สึกได้ ส่วนผิวหน้าด้านนอกของรากฟันจะถูกหุ้มด้วย เคลือบรากฟัน (Cementum) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อแข็งบางๆ สีเหลืองอ่อน คล้ายกับเคลือบฟันแต่มีความนุ่มกว่าเล็กน้อย เคลือบรากฟันนี้เองครับที่มีบทบาทสำคัญในการยึดรากฟันเข้ากับกระดูกขากรรไกร

โพรงประสาทฟันในรากฟัน

ภายในเนื้อฟันของรากฟันจะมี โพรงประสาทฟัน (Pulp Chamber) ซึ่งเป็นที่อยู่ของเนื้อเยื่ออ่อน เส้นประสาท และหลอดเลือดเล็กๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงฟันให้มีชีวิตชีวา โพรงประสาทฟันนี้จะทอดยาวจากส่วนของตัวฟันลงมาจนถึงปลายรากฟันครับ ปลายรากฟันจะมีช่องเล็กๆ เรียกว่า รูปลายรากฟัน (Apical Foramen) ซึ่งเป็นทางผ่านของเส้นเลือดและเส้นประสาทเข้าสู่โพรงประสาทฟัน

หน้าที่หลักของรากฟัน

อย่างที่บอกไปครับว่ารากฟันไม่ได้มีไว้แค่ให้ฟันตั้งอยู่ได้เฉยๆ แต่มันมีหน้าที่สำคัญมากๆ ดังนี้ครับ

1. ยึดฟันให้อยู่กับที่

หน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดของรากฟันคือการเป็นตัวยึดฟันให้ติดแน่นกับกระดูกขากรรไกรครับ โดยอาศัยใยยึดปริทันต์ (Periodontal Ligament) ซึ่งเป็นเส้นใยเล็กๆ จำนวนมากที่เชื่อมต่อระหว่างเคลือบรากฟันกับกระดูกเบ้าฟัน ใยยึดเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนโช้คอัพ ช่วยรับแรงบดเคี้ยว และทำให้ฟันสามารถเคลื่อนไหวได้เล็กน้อยเวลาเคี้ยวอาหาร

2. ส่งสารอาหารและรับความรู้สึก

ภายในรากฟันมีโพรงประสาทฟันที่มีเส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่ เส้นเลือดเหล่านี้ทำหน้าที่ส่งสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเนื้อฟันและเนื้อเยื่ออ่อนภายในฟัน ทำให้ฟันมีชีวิตชีวาและแข็งแรง ส่วนเส้นประสาทก็ทำหน้าที่รับความรู้สึก เช่น ความร้อน ความเย็น แรงกด และความเจ็บปวด ส่งไปยังสมอง ทำให้เรารู้สึกได้เมื่อมีอะไรผิดปกติกับฟันของเราครับ

รากฟันเป็นส่วนสำคัญของฟันที่ช่วยยึดฟันให้ติดอยู่กับกระดูกขากรรไกรและมีบทบาทในการรองรับแรงเคี้ยว หากต้องการเข้าใจเกี่ยวกับรากฟันอย่างละเอียดมากขึ้น สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่นี่ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับรากฟัน เพื่อเพิ่มความรู้และความเข้าใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรากฟันเพื่อสุขภาพฟันที่ดี

tooth-root-anatomy-diagram

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจโครงสร้างและหน้าที่พื้นฐานของรากฟันกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดู 7 เรื่องน่ารู้ที่สำคัญเกี่ยวกับรากฟัน ที่จะช่วยให้คุณดูแลสุขภาพฟันได้ดียิ่งขึ้นกันครับ

1. รากฟันไม่เหมือนกันในฟันแต่ละซี่

หลายคนอาจจะคิดว่าฟันทุกซี่มีรากฟันเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยครับ จำนวนและรูปร่างของรากฟันจะแตกต่างกันไปตามชนิดของฟันและตำแหน่งของฟันในช่องปาก

ฟันหน้าและฟันเขี้ยว

ฟันหน้า (Incisors) และฟันเขี้ยว (Canines) ซึ่งเป็นฟันที่อยู่ด้านหน้าสุดและมีหน้าที่ในการตัดและฉีกอาหาร มักจะมี รากฟันเพียงซี่เดียว (Single Root) และมีลักษณะเรียวตรง ทำให้ง่ายต่อการรักษาคลองรากฟันหากเกิดปัญหาขึ้น

ฟันกรามน้อยและฟันกราม

ส่วนฟันกรามน้อย (Premolars) และฟันกราม (Molars) ซึ่งเป็นฟันที่อยู่ด้านในและมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารให้ละเอียด มักจะมี รากฟันหลายซี่ (Multiple Roots) โดยฟันกรามน้อยบางซี่อาจมีรากเดียวหรือสองราก ส่วนฟันกรามส่วนใหญ่จะมีสองถึงสามราก หรือบางทีอาจจะมากกว่านั้นในกรณีที่ฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันคุด) มีรากฟันที่ผิดปกติ รูปทรงของรากฟันก็อาจจะแตกต่างกันไป บางซี่อาจจะโค้งงอ หรือมีกิ่งก้านสาขา ทำให้การรักษาคลองรากฟันในฟันกรามมีความซับซ้อนกว่าฟันหน้าครับ

2. รากฟันเป็นส่วนสำคัญของการรักษาคลองรากฟัน

เวลาที่ฟันผุลึกไปจนถึงโพรงประสาทฟัน หรือเกิดการติดเชื้อ การรักษาที่จำเป็นก็คือ การรักษาคลองรากฟัน (Root Canal Treatment) ครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับรากฟันโดยตรง

เมื่อไหร่ที่ต้องรักษารากฟัน?

การรักษารากฟันจะทำเมื่อเนื้อเยื่อในโพรงประสาทฟันติดเชื้อหรืออักเสบอย่างรุนแรง ซึ่งมักเกิดจากฟันผุลึกมาก ฟันแตก หรือมีการบาดเจ็บที่รุนแรงต่อฟัน อาการที่บ่งบอกว่าอาจจะต้องรักษารากฟันก็เช่น ปวดฟันอย่างรุนแรงเมื่อเคี้ยวหรือกดฟัน เสียวฟันเมื่อโดนความร้อนหรือความเย็นจัดๆ เป็นเวลานาน เหงือกบวม มีตุ่มหนอง หรือรู้สึกเจ็บเมื่อกดที่เหงือกใกล้ๆ ฟันซี่นั้นครับ

ขั้นตอนของการรักษารากฟัน

ในระหว่างการรักษาคลองรากฟัน ทันตแพทย์จะทำการเจาะเปิดโพรงประสาทฟัน นำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อหรืออักเสบออกทั้งหมด ซึ่งรวมถึงเนื้อเยื่อที่อยู่ในคลองรากฟันด้วย จากนั้นก็จะทำความสะอาดคลองรากฟันให้ปราศจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรก แล้วจึงเติมวัสดุอุดคลองรากฟันเข้าไปเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคตครับ หลังจากการรักษารากฟันแล้ว ฟันซี่นั้นมักจะได้รับการบูรณะด้วยการครอบฟัน เพื่อความแข็งแรงและป้องกันการแตกหักครับ

รากฟันเป็นส่วนสำคัญของฟันที่ช่วยยึดฟันให้ติดอยู่กับกระดูกขากรรไกร และมีบทบาทในการรองรับแรงกัดเคี้ยวอาหาร หากคุณต้องการเข้าใจเกี่ยวกับรากฟันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถอ่านบทความที่เกี่ยวข้องได้ที่ บทความนี้ ซึ่งจะช่วยให้คุณมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของรากฟันมากยิ่งขึ้น

3. รากฟันที่แข็งแรงเท่ากับฟันที่แข็งแรง

รากฟันเป็นเหมือนเสาเข็มของบ้านครับ ถ้าเสาเข็มไม่แข็งแรง บ้านก็อาจจะทรุดได้ง่ายๆ เช่นกันครับ ถ้าไม่มีรากฟันที่แข็งแรง ฟันของเราก็จะไม่สามารถรับแรงบดเคี้ยวได้ดี และอาจจะโยกหรือหลุดออกไปได้ง่ายๆ

ผลกระทบจากรากฟันที่ไม่แข็งแรง

รากฟันที่ไม่แข็งแรงอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคเหงือกและปริทันต์อักเสบ ซึ่งจะทำให้กระดูกรอบรากฟันถูกทำลาย รากฟันก็จะสูญเสียการยึดเกาะ ทำให้ฟันโยกและสุดท้ายก็อาจจะหลุดออกไปได้ นอกจากนี้ การบาดเจ็บ การได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง หรือแม้แต่การบดเคี้ยวที่ผิดปกติเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของรากฟันได้เช่นกันครับ

การดูแลรักษารากฟันให้แข็งแรง

การดูแลรากฟันให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งครับ เริ่มต้นจากการดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ดี แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ใช้ไหมขัดฟันทุกวัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารที่อาจก่อให้เกิดโรคเหงือกและฟันผุ ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปันเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือตามที่ทันตแพทย์แนะนำ เพื่อตรวจหาความผิดปกติและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ

4. รากฟันเทียม (Dental Implant) คือทางเลือกเมื่อสูญเสียฟัน

ในกรณีที่เราสูญเสียฟันธรรมชาติไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะฟันผุหนัก ฟันแตก หรืออุบัติเหตุ รากฟันเทียม (Dental Implant) ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการทดแทนฟันที่หายไปในปัจจุบันครับ

รากฟันเทียมทำงานอย่างไร?

รากฟันเทียมคือวัสดุที่ทำจากไทเทเนียม ซึ่งเป็นวัสดุที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ มีลักษณะเป็นแท่งคล้ายสกรูเล็กๆ ที่ทันตแพทย์จะทำการฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกรในตำแหน่งที่ฟันหายไปครับ เจ้าแท่งไทเทเนียมนี้จะทำหน้าที่เสมือนรากฟันธรรมชาติ ที่ช่วยยึดและรองรับฟันปลอม (ครอบฟัน สะพานฟัน หรือฟันปลอมทั้งปาก) ที่จะมาใส่ด้านบนในภายหลัง

ข้อดีของรากฟันเทียม

ข้อดีของรากฟันเทียมมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคงสภาพกระดูกขากรรไกรไม่ให้ยุบตัวลงไป (เหมือนกับรากฟันธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นกระดูก) ทำให้สามารถเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟัน และยังช่วยให้การพูดและการออกเสียงเป็นไปตามปกติ นอกจากนี้ยังมีความสวยงามและมีความทนทานสูง ใช้งานได้ยาวนานหากได้รับการดูแลที่ดีครับ

5. การอักเสบที่ปลายรากฟันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

หลายครั้งที่การติดเชื้อหรืออักเสบไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโพรงประสาทฟัน แต่ลามไปถึงปลายรากฟัน หรือแม้กระทั่งกระดูกรอบๆ ปลายรากฟันครับ อาการเหล่านี้เรียกว่า การติดเชื้อที่ปลายรากฟัน (Apical Periodontitis) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคุณต้องรีบไปพบทันตแพทย์โดยด่วน

สาเหตุและอาการของการอักเสบ

สาเหตุหลักของการอักเสบที่ปลายรากฟันมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ลามมาจากโพรงประสาทฟันที่ตายแล้ว หรือจากการรักษาคลองรากฟันที่ไม่สมบูรณ์ อาการที่พบบ่อยคือ ปวดฟันอย่างรุนแรง ปวดตุบๆ รู้สึกเหมือนฟันลอยสูงขึ้น บวมแดงบริเวณเหงือกใกล้ๆ ฟันซี่นั้น หรือบางรายอาจมีหนองไหลออกมาจากเหงือก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงขึ้น เช่น เป็นฝีในช่องปาก (Dental Abscess) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมได้ครับ

การรักษาการอักเสบที่ปลายรากฟัน

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบครับ หากเป็นไม่มาก การรักษาคลองรากฟันใหม่ (Re-root Canal Treatment) หรือการผ่าตัดปลายรากฟัน (Apicoectomy) เพื่อนำส่วนที่ติดเชื้อออกไป ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ ในบางกรณีที่การติดเชื้อรุนแรงมาก หรือฟันไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ ทันตแพทย์อาจจำเป็นต้องถอนฟันซี่นั้นออกครับ

6. การดูแลเหงือกและกระดูกรอบรากฟันสำคัญมาก

รากฟันจะแข็งแรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีเหงือกและกระดูกขากรรไกรที่แข็งแรงคอยยึดจับมันไว้ครับ ถ้าเหงือกและกระดูกไม่ดี รากฟันก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

โรคปริทันต์: ภัยเงียบของรากฟัน

โรคปริทันต์ (Periodontal Disease) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียฟันในผู้ใหญ่ครับ โรคนี้เกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูนรอบๆ คอฟัน ซึ่งจะทำให้เหงือกอักเสบ บวมแดง เลือดออกง่าย หากปล่อยทิ้งไว้ การอักเสบจะลามลงไปทำลายกระดูกรอบรากฟัน ทำให้เหงือกร่น ฟันโยก และสุดท้ายก็หลุดออกไปครับ

สัญญาณเตือนของโรคปริทันต์

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังมีปัญหาโรคปริทันต์ ได้แก่ เลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน เหงือกบวมแดง มีกลิ่นปาก ฟันโยก รู้สึกว่ามีช่องว่างระหว่างฟันมากขึ้น หรือเห็นรากฟันชัดเจนขึ้น (เหงือกร่น) หากคุณมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาโดยเร็วที่สุดครับ

7. ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำช่วยให้รากฟันแข็งแรง

เรื่องสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน และเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพรากฟันและฟันโดยรวม นั่นก็คือ การไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ครับ

ทำไมต้องตรวจฟันเป็นประจำ?

หลายคนอาจจะคิดว่าถ้าไม่ปวดฟัน ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอฟัน แต่ความคิดนี้ไม่ถูกต้องเลยครับ เพราะปัญหาหลายอย่างของฟันและรากฟันมักจะไม่แสดงอาการในระยะแรกๆ เช่น ฟันผุเล็กน้อย โรคเหงือกและปริทันต์ในระยะเริ่มต้น หรือแม้แต่การติดเชื้อที่ปลายรากฟันที่ยังไม่รุนแรง การตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้ทันตแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ปัญหาจะลุกลามใหญ่โตและรักษายากขึ้นครับ

สิ่งที่คุณจะได้รับจากการตรวจสุขภาพฟัน

ในการตรวจสุขภาพฟัน ทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปาก ฟัน เหงือก และโครงสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด อาจมีการเอกซเรย์ฟันเพื่อตรวจดูสภาพรากฟันและกระดูกขากรรไกรที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นก็จะทำการขูดหินปูนและทำความสะอาดฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนที่สะสมอยู่ นอกจากนี้ ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากที่ถูกต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วยครับ การลงทุนกับการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพฟันที่ดีในระยะยาว และช่วยให้รากฟันของคุณแข็งแรงอยู่กับคุณไปนานๆ ครับ

สรุป: รากฟันคือส่วนสำคัญที่ต้องดูแล

Photo tooth-root-anatomy-diagram

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ 7 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรากฟัน หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงความสำคัญของรากฟัน และตระหนักว่ารากฟันนั้นไม่ใช่แค่ส่วนที่มองไม่เห็น แต่เป็นรากฐานที่สำคัญของสุขภาพช่องปากโดยรวมของเรา

การมีรากฟันที่แข็งแรงจะช่วยให้เรามีฟันที่แข็งแรง สามารถใช้งานในการบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดคุยได้อย่างมั่นใจ และยิ้มได้อย่างสดใส การดูแลสุขอนามัยในช่องปากที่ดี แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนเป็นประจำ คือสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้รากฟันและฟันของเราอยู่กับเราไปได้นานที่สุดครับ อย่าละเลยสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจบ่งบอกถึงปัญหาของรากฟัน และอย่าลังเลที่จะปรึกษาทันตแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยหรือความกังวลนะครับ เพราะสุขภาพฟันที่ดีเริ่มต้นจากรากฟันที่แข็งแรงครับ!

รากฟันเทียม

FAQs

รากฟันคืออะไร?

รากฟันคือส่วนที่อยู่ใต้เหงือกของฟัน ซึ่งทำหน้าที่ยึดฟันให้ติดอยู่กับกระดูกขากรรไกร โดยรากฟันจะมีลักษณะเป็นท่อที่มีเนื้อเยื่อประสาทและหลอดเลือดอยู่ภายใน เพื่อให้ฟันมีความแข็งแรงและสามารถทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รากฟันมีจำนวนกี่รากในฟันแต่ละซี่?

จำนวนรากฟันจะแตกต่างกันไปตามประเภทของฟัน โดยฟันกรามมักมีรากฟันมากที่สุดประมาณ 2-3 ราก ในขณะที่ฟันหน้าและฟันเขี้ยวจะมีรากฟันเพียง 1 ราก

รากฟันมีบทบาทอย่างไรต่อสุขภาพฟัน?

รากฟันมีบทบาทสำคัญในการยึดฟันให้มั่นคงในช่องปาก และช่วยในการส่งผ่านแรงเคี้ยวไปยังกระดูกขากรรไกร นอกจากนี้ รากฟันยังมีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพของฟันโดยการส่งสารอาหารและออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อฟัน

การดูแลรากฟันทำได้อย่างไร?

การดูแลรากฟันสามารถทำได้โดยการรักษาความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เช่น การแปรงฟันอย่างถูกวิธี ใช้ไหมขัดฟัน และไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหงือกและฟันผุที่อาจส่งผลกระทบต่อรากฟัน

หากรากฟันมีปัญหาจะมีอาการอย่างไร?

หากรากฟันมีปัญหา เช่น การติดเชื้อหรือการอักเสบ อาจทำให้เกิดอาการปวดฟัน บวมที่เหงือก หรือมีอาการเสียวฟัน นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเจ็บเมื่อเคี้ยวอาหารหรือสัมผัสกับอากาศเย็นหรือร้อน